ความดันโลหิตสูงกับการทำฟัน
การผ่าตัดขากรรไกรเพื่อแก้ไขการสบฟันผิดปกติ ในปัจจุบัน มีการผ่าตัดรักษาแก่ผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก เป็นการผ่าตัดที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญชำนาญของทันตแพทย์สาขาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน รวมทั้งทีมผ่าตัดที่มีความสามารถเฉพาะ และเครื่องมือผ่าตัดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการผ่าตัดประเภทนี้ ดังนั้น หากผู้ป่วยเอง หรือผู้ปกครองของผู้ป่วยที่อยู่ในวัยนักศึกษา ที่กำลังสืบค้นสถานที่ที่ให้การรักษาที่ดีที่สุดแก่ตัวท่านเอง หรือคนที่ท่านรัก ท่านควรใช้วิจารณญาณอย่างดีที่สุดก่อนตัดสินใจ เนื่องจากการผ่าตัดขากรรไกรนี้ เป็นแนวทางการรักษาที่ซับซ้อน ใช้เวลาในการรักษายาวนาน มีการเปลี่ยนแปลงการสบฟันและใบหน้า ที่แตกต่างไปจากเดิม มีผลข้างเคียงต่างๆ และอาจจำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงหลังผ่าตัดไปแล้ว เนื่องจากความซับซ้อนของปัญหาที่ผู้ป่วยมีมาแต่เดิม ดังนั้น เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย ให้ได้ผลการรักษาที่คุ้มค่า ที่จะสร้างความสุขในการดำรงชีวิตประจำวันให้สมบูรณ์ จิตใจแจ่มใส เพิ่มความมั่นใจในตนเองทั้งในการทำงานและในสังคม ข้อมูลนี้ จึงจัดทำขึ้นเพื่อให้ทุกท่านที่กำลังตัดสินใจเข้ารับการรักษา ได้ศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของตนเอง เพื่อเตรียมความเข้าใจอย่างรอบด้าน ก่อนการรับการรักษา
ข้อบ่งชี้ของการรักษา
การผ่าตัดขากรรไกรเพื่อแก้ไขการสบฟันผิดปกติ มีข้อบ่งชี้ดังนี้
ผู้ป่วยที่ไม่เหมาะสมต่อการรักษา
ผลข้างเคียงสำคัญจากการผ่าตัดขากรรไกร ที่ผู้ป่วยควรทราบ
ขั้นตอนการรับการรักษา
แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 การตรวจประเมินเบื้องต้น
ขั้นตอนที่ 2 การจัดฟันเพื่อเตรียมลักษณะการสบฟันเพื่อการผ่าตัด
ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนการผ่าตัด การผ่าตัดและการดูแลภายหลังการผ่าตัด
ขั้นตอนที่ 4 การจัดฟันภายหลังการผ่าตัดเพื่อปรับการสบฟันระยะสมบูรณ์
ขั้นตอนที่ 1 การตรวจประเมินเบื้องต้น
ผู้ป่วยที่ประสงค์รับการรักษา ต้องได้รับคำปรึกษา และให้ข้อมูลจากทันตแพทย์จัดฟันและทันตแพทย์ผู้ให้การผ่าตัดในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ
ความต้องการสำคัญของผู้ป่วย ต้องได้รับการเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง เพื่อให้การตัดสินใจรับการรักษาของผู้ป่วย ถูกต้อง ซึ่งหากพูดคุยแล้ว ความต้องการของผู้ป่วยอยู่ในระดับเกินความเป็นไปได้ การเริ่มต้นการรักษาต้องระงับทันที
ขั้นตอนที่ 2 การจัดฟันเพื่อเตรียมลักษณะการสบฟันเพื่อการผ่าตัด
การจัดฟันเพื่อเตรียมลักษณะการสบฟันเพื่อการผ่าตัด จะไม่เหมือนการจัดฟันเพื่อการแก้ไขการสบฟันแบบปกติ เนื่องจากการสบฟันที่ผิดปกติที่เกิดจากทั้งการเรียงตัวของฟันที่ผิดปกติร่วมกับความสัมพันธ์ของกระดูกเบ้าฟันและกระดูกขากรรไกรที่ผิดปกติ ไม่สามารถจัดฟันให้อยู่ในการเรียงตัวที่ดีได้เหมือนฟันในกระดูกขากรรไกรที่ปกติทั่วไป ดังนั้น การจัดฟันในขั้นตอนที่ 2 นี้ จะทำให้แนวการสบฟันขณะทำการจัดฟัน ดูเหมือนผิดปกติเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ หากได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรแล้ว จะทำให้เกิดลักษณะการสบฟันที่สมบูรณ์ตามที่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น ระยะเวลาที่ใช้ในขั้นตอนที่ 2 นี้ อาจใช้เวลาสั้นยาวแตกต่างกัน ขึ้นกับระดับความยากง่ายของการบังคับฟันเพื่อให้เกิดการเรียงตัวตามแผนการรักษาที่ต้องการ
ขั้นตอนการจัดฟันมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนผ่าตัด การผ่าตัดและการดูแลภายหลังการผ่าตัด
เมื่อผู้ป่วยได้รับจัดฟันจนได้การเรียงฟันตามแผน ผู้ป่วยจะได้รับการส่งตัวมาเตรียมการผ่าตัดกับทันตแพทย์ศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล โดยจะมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้
ลักษณะการผ่าตัดขากรรไกร แบ่งออกได้เป็น การผ่าตัดขากรรไกรเดี่ยว และการผ่าตัดขากรรไกรร่วม 2 ขากรรไกร นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดที่จำเป็น ได้แก่ การผ่าตัดแยกส่วนร่วมผ่าตัดขากรรไกร การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งปลายคาง การผ่าตัดเพื่อลดขนาดของขอบขากรรไกรล่างในตำแหน่งต่างๆ และการผ่าตัดอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความสวยงามของใบหน้า
การผ่าตัดขากรรไกรเดี่ยว โดยทั่วไป มักหมายถึงการผ่าตัดขากรรไกรล่าง แต่ในบางราย อาจทำการผ่าตัดเฉพาะขากรรไกรบน การผ่าตัดขากรรไกรล่าง เป็นการผ่าตัดที่กรามทั้งสองข้าง โดยวิธีการแยกแผ่นกระดูกเพื่อเคลื่อนส่วนที่แยกออก ไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ที่ได้ผลการสบฟันที่สมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้ อาจมีความจำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดอื่นๆร่วม ได้แก่ การผ่าตัดเคลื่อนตำแหน่งคาง หรือการลดขนาดของขอบขากรรไกรล่างในตำแหน่งต่างๆที่มีความผิดปกติ หรือ การผ่าตัดตำแหน่งอื่น เกี่ยวเนื่องกับความสวยงาม
การผ่าตัด 2 ขากรรไกร หมายถึง การผ่าตัดขากรรไกรบนและขากรรไกรล่าง พร้อมกันในการผ่าตัดครั้งเดียวกัน โดยมีข้อบ่งชี้ เช่น
เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้ป่วย ที่จะได้รับผลการรักษาที่สมบูรณ์ที่สุด การสบฟันที่ดีขึ้น ความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรบนและล่างที่ดีขึ้น และ ใบหน้าของผู้ป่วยที่สวยงามเท่าเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิม ผู้ป่วยและแพทย์ผ่าตัด ควรทำความเข้าใจ และทำข้อตกลงในแผนการผ่าตัดอย่างรอบด้าน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นด้วย
กระบวนการเตรียมแผนการผ่าตัด แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง โดยผู้ป่วย ควรสอบถามค่าใช้จ่ายจากอาจารย์หรือทันตแพทย์ประจำบ้าน เนื่องจากมี ค่าใช้จ่าย ที่แตกต่างกัน
แนวทางที่ 1 การเตรียมแผนการผ่าตัดโดยใช้แบบพิมพ์ขากรรไกรปูน และเครื่องจำลองการสบฟัน
แนวทางที่ 2 การเตรียมแผนการผ่าตัดโดยใช้ CT SCAN ร่วมกับ โปรแกรมการวางแผนแบบดิจิตอล
ขั้นตอนที่ 4 การจัดฟันภายหลังการผ่าตัดเพื่อปรับการสบฟันระยะสมบูรณ์
ผู้ป่วยจะส่งไปยังทันตแพทย์จัดฟัน ภายหลังการผ่าตัดประมาณ 1 เดือน หรือจนกว่าความสัมพันธ์ของขากรรไกรจะคงที่ ภายหลังการจัดฟันจนได้การสบฟันที่สมบูรณ์ จนกระทั่งผู้ป่วยได้รับการถอดเครื่องมือจัดฟันติดแน่นออกจากฟัน ผู้ป่วยจะเข้ามานัดหมายกับแพทย์ผ่าตัดอีกครั้ง เพื่อผ่าตัดกำจัดแผ่นดามกระดูกออกจากขากรรไกร ทั้งนี้ อาจทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ได้ หากตำแหน่งของแผ่นดามกระดูกอยู่ในตำแหน่งที่ผ่าตัดออกได้ง่าย แต่หากตำแหน่งของแผ่นดามกระดูกอยู่ในตำแหน่งที่ผ่าตัดยาก หรือต้องการผ่าตัดแก้ไขส่วนของขากรรไกรอื่นเพื่อเติม จำเป็นต้องผ่าตัดภายใต้การดมยาสลบทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง
บทสรุป
จากรายละเอียดข้างต้นทั้งหมด เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะรับการรักษาผ่าตัดขากรรไกรเพื่อแก้ไขการสบฟันผิดปกติ อย่างไรก็ตาม มิได้เป็นบรรทัดฐานที่สามารถอ้างอิงในทุกกรณี ทั้งนี้ ต้องปรึกษากับทันตแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาเป็นกรณีแต่ละกรณีไป ที่สำคัญ ผู้ป่วยและแพทย์ผู้ให้การรักษา จะต้องเข้าใจในสิ่งที่ตรงกัน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่เกิดจากความคลาดเคลื่อนของการสื่อสารตั้งแต่เริ่มต้นการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคน ได้รับผลการรักษาตามที่ประสงค์ไว้ทุกประการ
เมื่ออายุครรภ์ 4 – 6 เดือน
ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันและทำความสะอาดช่องปาก ไม่ควรรอจนกระทั่งมีอาการ
แปรงฟันให้สะอาด
อย่างน้อย วันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ นาน 2 นาที ร่วมกับการทำความสะอาดซอกฟันทุกวัน
หลังอาเจียนจากการแพ้ท้องหรือทานอาหารเปรี้ยว
ควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าทุกครั้ง
หลีกเลี่ยง
การกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน นมเปรี้ยว
ภาวะโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์อักเสบ
เกิดจากการดูแลทำความสะอาดช่องปากไม่เพียงพอ อาจจะทำให้เกิดภาวะ “คลอดก่อนกำหนด” หรือ “น้ำหนักตัวแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์” ได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อลูกน้อยตามมา เช่น มีอัตราการเสียชีวิตแรกคลอดและอัตราการเจ็บป่วยสูง มีโอกาสที่ทารกจะมีความผิดปกติแต่กำเนิด ได้แก่ ความผิดปกติของระบบหายใจ สมอง และพัฒนาการ
การกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง
– มารดาเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นเบาหวานในอนาคตและมีภาวะแทรกซ้อนทั้งขณะตั้งครรภ์และจากการคลอด เช่น ครรภ์เป็นพิษ รกลอกตัวก่อนกำหนด
– ลูกมีโอกาสน้ำหนักแรกคลอดมากและภาวะหายใจเร็วในทารกแรกคลอดได้
ภาควิชาเวชศาสตร์ช่องปากและปริทันตวิทยา
การทำครอบฟัน (Crown)
เป็นการบูรณะฟันโดยการใช้วัสดุทั้งซี่เพื่อทำให้ฟันซี่นั้นแข็งแรงขึ้น หรือตกแต่งรูปทรงให้ฟันสวยงามหรือเป็นระเบียบมากขึ้น
เมื่อใดจึงจะทำครอบฟัน
ข้อดีของครอบฟัน
– เพื่อบูรณะให้ฟันกลับมามีรูปร่างเหมือนเดิม
– สามารถปรับแต่งรูปร่างและการเรียงตัวของฟันได้
– ในฟันมีความผิดปกติ โครงสร้างฟันอ่อนแอ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ฟันได้
การทำสะพานฟัน (Bridge)
เป็นการทดแทนฟันที่สูญเสียไป ด้วยการยึดซี่ฟันปลอมเข้ากับฟันซี่ข้างเคียงอย่างถาวร (ถอดออกมาล้างไม่ได้) อย่างไรก็ดี ฟันซี่ข้างเคียงจะถูกกรอเพื่อเตรียมเป็นหลักของสะพานฟัน
เมื่อใดจึงจะทำสะพานฟัน
ช่องฟันที่หายไปเป็นช่องขนาดเล็ก (ขนาดประมาณ 1-2 ซี่) โดยมีฟันที่จะใช้เป็นฟันหลักยึดสะพานฟัน 2 ซี่ อยู่ข้างๆ ช่องฟันที่หายไป
ข้อดีของสะพานฟัน
– สามารถทดแทนฟันซี่ที่สูญเสียไป ช่วยป้องกันการล้มของฟันซี่ข้างเคียง หรือการงอกของฟันคู่สบมายังช่องว่างระหว่างฟัน
– สะพานฟันสามารถออกแบบให้ดูเป็นธรรมชาติ คล้ายคลึงกับฟันตามธรรมชาติของผู้ป่วย ไว้ทดแทนช่องว่างจากการสูญเสียฟัน เพิ่มความสวยงามอีกด้วย
การดูแลรักษาครอบฟันและสะพานฟัน
– การแปรงฟัน
ควรแปรงฟันหลังอาหารทุกครั้ง โดยแปรงบริเวณผิวด้านบน และด้านข้างของฟัน เหมือนกับการแปรงฟันทั่วไป บางกรณีควรใช้แปรงซอกฟันทำความสะอาดบริเวณช่องว่างระหว่างฟันร่วมด้วยเพื่อความสะอาดยิ่งขึ้น
– การใช้ไหมขัดฟัน
ควรใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดฟันและใต้สะพานฟันเพื่อกำจัดเศษอาหารและแบคทีเรียบริเวณซอกฟัน อย่างน้อยวันละครั้ง
– การพบทันตแพทย์
ควรพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน หรือ ปีละ 2 ครั้ง
“เมื่อได้เห็นรอยยิ้มสะพานฟัน ไม่เปลี่ยนผันจากฟันจริงมากเท่าไหร่ ยิ้มสวยได้ทุกวันไม่อายใคร เพราะนี่ไงยิ้มสวยด้วยสะพานฟัน”
ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์
เด็กส่วนใหญ่เมื่อไปพบทันตแพทย์ครั้งแรก มักจะมีความกลัวและวิตกกังวลในการรักษา คุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมตัวลูกเพื่อไปพบทันตแพทย์ได้หลายวิธี ได้แก่
1. เล่านิทานเกี่ยวกับการทำฟันและดูวิดีโอเกี่ยวกับการทำฟัน คุณพ่อคุณแม่อาจเล่านิทานที่เกี่ยวข้องกับการทำฟันของเด็ก เช่น นิทานเรื่องลูกหมูมาทำฟัน เพื่อเสริมความเข้าใจบทบาทของทันตแพทย์ หรือ ดูวิดีโอให้ความรู้ว่าในวันแรกทันตแพทย์จะทำอะไร ซึ่งมักเป็นงานง่ายๆ เช่น การตรวจฟัน ทำให้เด็กมีความคุ้นเคยกับการทำฟัน
2. เล่นบทบาทสมมติ เตรียมตัวก่อนเจอสถานการณ์จริง คุณพ่อคุณแม่เล่นเป็นทันตแพทย์ ให้ลูกเล่นเป็นคนไข้ หรือกลับบทบาทกัน ซักซ้อมก่อนว่ามีขั้นตอนอะไรบ้างในการมาตรวจฟันครั้งแรก เล่าสถานการณ์ที่ลูกจะต้องเจอ พอมาพบทันตแพทย์จริงลูกจะเข้าใจว่ากำลังทำอะไรและเขาควรทำตัวอย่างไร จะช่วยลดความกลัวได้
3. ให้ดูตัวอย่างที่ดี พาลูกไปพบทันตแพทย์พร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ หรือพี่ที่เคยทำฟันแล้วร่วมมือดี ให้ลูกดูตัวอย่างว่าทำฟันอย่างไร โดยวันที่เลือกไปดูนั้น ควรเป็นการรักษาที่ง่ายๆ เช่น ตรวจฟัน เพื่อให้เกิดการเลียนแบบตัวอย่างที่ดี
4. บอกความจริง อย่าโกหกลูก อย่าโกหกหลอกลวงลูก ให้พูดตามความจริง อย่าหลอกว่าจะพาไปที่อื่น แต่จริงๆ พามาทำฟันจะทำให้ลูกต่อต้านมากขึ้น
5. สร้างทัศนคติที่ดีต่อการไปพบทันตแพทย์ ควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันตั้งแต่ยังไม่มีฟันผุ หรืออาการเจ็บปวด ย่อมได้รับความร่วมมือและความทรงจำที่ดีกว่า เพราะการไปตรวจฟันเป็นประจำ ลูกจะมีฟันที่ต้องอุดน้อยกว่า หากลูกมาพบทันตแพทย์ครั้งแรกตอนที่ปวดฟันมา หรือมีฟันผุมากๆ การรักษาจะยุ่งยากซับซ้อน และใช้เวลาการรักษานาน จะทำให้เด็กมีความทรงจำที่ไม่ดีต่อการทำฟันและฝังใจได้ ต่อไปเด็กก็จะไม่ให้ความร่วมมือในการทำฟัน
6. อย่าขู่ลูกจนกลัวการมาพบทันตแพทย์ หลีกเลี่ยงการใช้คำที่น่ากลัว (เช่น ฉีดยา ถอนฟัน เจ็บ) หรือใช้ทันตแพทย์มาขู่ลูก ให้ใช้คำอื่นแทน แต่ทำให้ทันตแพทย์เป็นเหมือนฮีโร่ที่จะมาช่วยให้ฟันของลูกดี ไม่ใช่ให้ทันตแพทย์เป็นผู้ร้ายที่จะมาทำให้ลูกเจ็บ อาจตั้งบทบาทของทันตแพทย์เป็นเพื่อนที่จะมาคอยแนะนำให้ลูกแปรงฟัน หรือเป็นคุณครูที่จะมาสอนให้ลูกแปรงฟันให้เก่ง
7. ให้ลูกคุ้นเคยกับการแปรงฟัน การแปรงฟันให้ลูกทุกวัน จะสร้างความคุ้นเคยกับการตรวจในช่องปาก โดยอาจให้ซ้อมอ้าปากกว้างค้างไว้ให้คุณพ่อคุณแม่ดูฟัน พอลูกมาทำฟันจริงก็จะยอมอ้าปากให้ตรวจฟันได้ง่าย
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook page : มหิดลรักฟันน้ำนม
ภาควิชาทันตกรรมเด็ก
ขากรรไกรค้างเป็นอย่างไร
คนทั่วไปมักใช้คำว่าอ้าปากค้างหรือกรามค้างเพื่ออธิบาย 2 อาการ คือ
1. อ้าปากแล้วหุบลงไม่ได้
2. อ้าปากได้น้อยกว่าปกติ
การอ้าปากแล้วหุบลงไม่ได้ ทางการแพทย์ เรียกว่า ขากรรไกรค้างหรืออ้าปากค้าง แต่เมื่ออ้าปากแล้วไม่สามารถอ้าปากได้กว้างตามปกติ เรียกว่า อ้าปากได้จำกัดหรืออ้าปากไม่ขึ้น
อ้าปากค้างเกิดจากอะไร
โดยทั่วไปเมื่อเราอ้าปากและหุบปาก ข้อต่อขากรรไกรที่อยู่บริเวณหน้ารูหูจะหมุนและเคลื่อนไปมาในเบ้ากระดูก ซึ่งเป็นส่วนที่ติดกับกระโหลกศีรษะ เมื่ออ้าปากหัวข้อต่อขากรรไกรและหมอนรองข้อต่อขากรรไกรจะเคลื่อนออกจากเบ้ากระดูกและเคลื่อนกลับเข้าเบ้ากระดูกเมื่อหุบปาก เมื่ออ้าปากค้างหัวข้อต่อขากรรไกรจะเคลื่อนพ้นเบ้ากระดูกออกมาขัดค้างอยู่นอกเบ้า และไม่สามารถเคลื่อนกลับเข้าที่ได้ เราจึงไม่สามารถหุบปากลงได้ตามปกติ เช่น เมื่อหาวกว้างๆ หัวเราะกว้างๆ รับประทานอาหารคำโตๆ อ้าปากกว้างเพื่อทำฟันนานๆ ซึ่งอาจเกิดเสียงดังบริเวณข้อต่อขากรรไกรเมื่อเกิดขากรรไกรค้างและขณะเกิดอาการมักรู้สึกเจ็บปวดร่วมด้วย
เมื่ออ้าปากค้างควรทำอย่างไร
เมื่ออ้าปากค้างต้องพยายามสงบใจและอย่าตกใจเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบดเคี้ยวเกร็งมากขึ้น และไม่สามารถจัดตำแหน่งขากรรไกรเข้าที่ได้ บางครั้งเมื่อผู้ป่วยพยายามขยับขากรรไกรไปมาหรือนวดคลึงบริเวณหน้าหูและข้างแก้มเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อก็จะสามารถหุบปากลงได้เอง ทั้งนี้ห้ามตบหรือชกใบหน้าและขากรรไกรหรือพยายามหุบปากลงทั้งที่ข้อต่อขากรรไกรยังค้างอยู่ เพราะจะทำให้เจ็บมากขึ้น
หากลองรักษาด้วยตนเองในเบื้องต้นแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ควรรับการรักษาอย่างฉุกเฉินจากแพทย์หรือทันตแพทย์ที่จะจัดขากรรไกรให้เข้าที่ได้ หากกล้ามเนื้อบดเคี้ยวของผู้ป่วยเกร็งมาก ผู้ป่วยอาจได้รับยาเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดความกังวล ซึ่งจะเอื้อให้แพทย์และทันตแพทย์จัดขากรรไกรเข้าที่ได้ง่ายขึ้น เมื่อสามารถหุบปากลงได้แล้วไม่ควรอ้าปากกว้างๆ อีก เพราะอาจทำให้อ้าปากค้างอีกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ้าปากค้างขณะทำฟันสามารถประคบบริเวณหน้าหูหรือข้างแก้มด้วยน้ำเย็นเพื่อลดอาการเจ็บปวด ควรรับประทานอาหารอ่อนจนกว่าจะหายเจ็บและถ้ายังเจ็บมากสามารถรับประทานยาต้านการอักเสบสักระยะได้
อ้าปากค้างมีการรักษาอย่างไร
– หลีกเลี่ยงการอ้าปากกว้างมากๆ เช่น เวลาหาวให้เอามือประคองใต้คาง เวลารับประทานอาหารให้ตัดอาหารเป็นคำเล็กๆ
– เวลาทำฟันให้แจ้งทันตแพทย์หากมีประวัติเคยมีขากรรไกรค้าง หรือขอพักเป็นระยะเพื่อหุบปากลงหากรู้สึกเมื่อย
– หมั่นบริหารขากรรไกร หากมีอาการอ้าปากค้างบ่อยๆ โดยวางปลายลิ้นที่เพดานปากบริเวณเหงือกหลังฟันหน้าบน แล้วอ้าปากจนกว้างที่สุด โดยให้ปลายลิ้นยังแตะบริเวณนี้ตลอดเวลา ไม่ดันฟันหน้าเพราะอาจทำให้ฟันหน้ายื่น ค้างอยู่ท่านี้ประมาณ 6 วินาที ทำซ้ำ 6 ครั้ง นับเป็น 1 รอบ ทำวันละ 6 รอบ ท่าบริหารนี้จะเป็นการฝึกให้ผู้ป่วยอ้าปากอยู่ในวงจำกัดที่หัวข้อต่อขากรรไกรเคลื่อนอยู่ภายในเบ้ากระดูก ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าอ้าปากได้แคบลงซึ่งจะไม่ทำให้อ้าปากกว้างเกินจำกัดและอ้าปากค้างต่อไป
หากดูแลขากรรไกรแล้วยังคงอ้าปากค้างและไม่สามารถเอากลับเข้าที่ได้ด้วยตนเองบ่อยๆ
ทันตแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างของข้อต่อขากรรไกร
ภาควิชาวิทยาระบบบดเคี้ยว
การสบฟันลึก หมายถึง ระยะเหลื่อมแนวดิ่งที่ฟันหน้ามากกว่า 1/3 ของความสูงของฟันหน้าล่าง สามารถรักษาได้ตั้งแต่ระยะฟันน้ำนมและระยะฟันชุดผสม (ช่วงที่ฟันแท้ยังขึ้นไม่ครบและยังมีฟันน้ำนมเหลืออยู่) ในการรักษาจะอาศัยการแก้ไขด้วยเครื่องมือทันตกรรมจัดฟันชนิดถอดได้ หรือเครื่องมือฟังก์ชันนอล เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของขากรรไกรล่าง
การสบฟันเปิด ที่พบได้บ่อย มักพบที่ฟันหน้าบนล่างไม่สบกัน โดยส่วนใหญ่เกิดจากการดูดนิ้ว การกลืนที่ผิดปกติ โดยในการรักษาควรให้ฝึกวางตำแหน่งลิ้นให้กลืนอย่างถูกต้อง ร่วมกับการใช้เครื่องมือจัดฟันชนิดถอดได้ โดยอาจเป็นเครื่องที่ช่วยในการขยายขากรรไกร หรือเป็นเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่น
ฟันสบคร่อม หมายถึง ลักษณะที่ฟันล่างสบคร่อมฟันบน (โดยปกติฟันบนจะสบคร่อมฟันล่าง) พบได้ทั้งในฟันหน้าและฟันหลัง ฟันสบคร่อมควรได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ด้วยการใส่เครื่องมือถอดได้ที่ติดสปริงหรือสกรูและเพลทเพื่อยกฟันหลัง และสามารถดันฟันที่สบคร่อมออกมา หรืออาจใช้ร่วมกับเครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่นก็ได้
ฟันซ้อนเก มักพบในระยะฟันชุดผสม ฟันแท้ที่ขึ้นมาทดแทนจะมีขนาดใหญ่กว่าฟันน้ำนมที่หลุดออกไป ฟันจึงขึ้นมาเบียดซ้อนกัน หรือเกิดจากการสูญเสียฟันน้ำนมบางซี่ไปก่อนกำหนด ทำให้ฟันข้างเคียงเคลื่อนที่เข้ามาแทน การรักษาขึ้นอยู่กับการตรวจวินิจฉัยโดยทันตแพทย์ว่าควรทำเลยหรือรอจนฟันแท้ขึ้นจบครบได้
คราวนี้ทุกคนก็พอจะทราบแล้วว่าลักษณะการสบฟันที่ผิดปกติในวัยเด็กเป็นอย่างไร สาเหตุหลักๆ มักมีด้วยกัน 3 ประการ
1. จากการมีลักษณะนิสัยการดูดนิ้ว, การกลืนที่ผิดปกติ ซึ่งเรื่องนี้คุณแม่คุณพ่อก็ต้องดูกันตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ กันเลย
2. การดูแลฟันน้ำนมไม่ถูกต้อง ทำไมต้องดูแลฟันน้ำนมให้ดี เพราะฟันน้ำนมนอกจากจะมีไว้บดเคี้ยวตามธรรมชาต ช่วยในการออกเสียงแล้วยังเป็นผู้ดูแลช่องว่างเตรียมไว้ให้ฟันแท้ที่จะขึ้นมาทดแทนด้วย ถ้าเสียฟันน้ำนมไปก่อนเวลาอันควรช่องว่างสำหรับฟันแท้จะมีไม่พอ เกิดปัญหาฟันซ้อนเกตามมาได้
3. สาเหตุจากกรรมพันธุ์ ไม่เพียงแต่มีผลเฉพาะกับฟัน เช่น ลักษณะรูปร่างของฟัน ขนาดฟัน จำนวนฟัน เท่านั้น ยังส่งผลต่อลักษณะของโครงหน้าอีกด้วย เช่น หน้ากลม หน้ารูปไข่ หน้าเหลี่ยม คางสั้น คางยื่น เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมิน วินิจฉัย และให้การรักษาที่เหมาะสมจากทันตแพทย์เฉพาะทางสาขา ทันตกรรมจัดฟัน
ภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน
ปัญหาฟันน้ำนมผุเกิดจากอะไร ?
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ฟันน้ำนมผุ มาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว การปล่อยให้เด็กนอนหลับคาขวดนม ทำให้น้ำตาลที่อยู่ในนม สามารถเข้าไปทำลายเคลือบฟันของเด็กได้ เพราะคราบจุลินทรีย์จะย่อยน้ำตาลในนมที่ค้างอยู่บนผิวฟัน ทำให้เกิดการสะสมของกรด ละลายผิวฟันเป็นรู นอกจากเรื่องขวดนมแล้ว ปัญหาฟันน้ำนมผุ ยังอาจเกิดได้จากโครงสร้างของฟันเด็กที่ไม่สมบูรณ์ อาจเป็นเพราะคลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย แม่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ รวมทั้งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กยุคนี้ฟันผุง่ายก็คือ การรับประทานขนมตามใจชอบ แล้วไม่ยอมแปรงฟันนั่นเอง อีกทั้งผู้ปกครองหลายคนมักมีความเชื่อผิดๆ ว่า เดี๋ยวฟันน้ำนมก็ต้องหลุดไป มีฟันแท้มาแทนที่ จึงไม่ได้ใส่ใจการรับประทานขนมและการแปรงฟันของลูกมากนัก และลูกก็ยังไม่สามารถทำความสะอาดฟันอย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยตัวเอง จึงทำให้ฟันผุได้ง่ายนั่นเอง
ฟันน้ำนมผุได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ?
ปัญหาฟันน้ำนมผุหรือฟันผุในวัยเด็ก สามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กมีฟันขึ้นในช่องปาก ซึ่งก็คืออายุประมาณ 6 เดือน เนื่องจากชั้นเคลือบฟันน้ำนมหนาประมาณครึ่งหนึ่งของฟันแท้เท่านั้น ทำให้ฟันน้ำนมผุได้ง่ายกว่ามาก และยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นองค์ประกอบน้อยกว่าอีก โดยฟันน้ำนมซี่หน้าบนจะผุได้ง่ายกว่าฟันหน้าล่าง รวมทั้งอีกจุดที่ผุง่ายก็คือ ฟันกรามด้านบดเคี้ยว เพราะเป็นซี่ใน ขนมหวานมักติดค้างอยู่ในร่องฟัน จึงทำความสะอาดได้ยากนั่นเอง
รู้จัก 3 ระยะ ของโรคฟันผุ
การรักษาฟันน้ำนมผุ
หากลูกมีฟันผุระยะแรกเริ่ม คุณหมอจะให้คำแนะนำในการรับประทานอาหารและการทำความสะอาดหรือเคลือบหลุมร่องฟัน คุณหมอจะทำการอุดฟันหรือครอบฟันในฟันที่ผุถึงชั้นเนื้อฟัน แต่หากฟันผุทะลุเข้าไปถึงโพรงประสาทฟัน คุณหมอจะต้องรักษาด้วยการรักษารากฟัน หรือถอนฟันแทน แต่สำหรับกรณีที่ฟันผุยังไม่ได้ทำลายรากฟัน และกระดูกเบ้าฟันไปมาก คุณหมอจะแนะนำให้เก็บรักษาฟันน้ำนมไว้ใช้งาน รอจนฟันแท้จะขึ้นมาแทนที่ การอุดฟันที่ผุลึกมาก การถอนฟัน หรือการรักษารากฟัน คุณหมอจะใช้ยาชา เพื่อไม่ให้เด็กๆ รู้สึกเจ็บปวดจนทนไม่ไหว
วิธีป้องกันไม่ให้ฟันน้ำนมผุ
– ฝึกให้เด็กทารกเข้านอนโดยไม่มีนิสัยติดขวดนม
– สอนให้เด็กใช้แก้วน้ำแทนขวดนมและฝึกดูดจากหลอด ตั้งแต่อายุ 6 – 12 เดือน และควรเลิกใช้ขวดนม เมื่ออายุ 1 ปี ไปแล้ว
– ฝึกนิสัยไม่ให้ลูกทานขนมจุบจิบ อาหารรสหวาน เพราะเป็นสาเหตุของฟันผุ หากลูกอยากรับประทานให้รับประทานในมื้ออาหาร
– เลือกอาหารว่างที่มีประโยชน์ไม่เติมน้ำตาลและไม่ทำให้ฟันผุ เช่น นมจืด ผลไม้ แซนวิสทูน่า ปลาเส้น เป็นต้น
– ให้ลูกบ้วนปากหลังดื่มนม รับประทานขนม หรือหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง
– แปรงฟันให้ลูกด้วยยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ วันละ 2 ครั้ง เวลาเช้า – ก่อนนอน
– เมื่อลูกอายุ 4 ขวบ ฝึกให้ลูกแปรงฟันอย่างถูกวิธี และช่วยแปรงซ้ำเป็นประจำ
– พาลูกไปพบทันตแพทย์ ตรวจฟันเป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อจะได้รับความรู้และแนวทางปฏิบัติในการดูแลสุขภาพในช่องปากอย่างถูกต้อง
ภาควิชาทันตกรรมเด็ก
เป็นการทำงานนอกหน้าที่ของระบบบดเคี้ยวในขณะนอนหลับ ที่ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้บดเคี้ยวหดตัวผิดปกติ จึงเกิดการกัดฟัน จัดเป็นความผิดปกติของการนอนหลับอย่างหนึ่ง (Sleep disorders)
รู้ได้อย่างไรว่าเรานอนกัดฟัน
สาเหตุ
อาการหรือผลเสียหายที่เกิดขึ้น
กล้ามเนื้อ
ถ้าเป็นน้อยก็อาจมีอาการเมื่อยๆ บริเวณแก้ม หน้าหู ตอนตื่นนอน
ฟัน
ฟันสึก แตก หรือร้าว ซึ่งอาจถึงขั้นต้องถอน
ข้อต่อขากรรไกร
ถ้าเป็นมากอาจจะเจ็บจนอ้าปากไม่ออก ขยับขากรรไกรลำบากจนถึงขั้นข้อต่อขากรรไกรเสื่อม
วิธีการรักษา
เนื่องจากยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่ทำให้อาการนอนกัดฟันหายไป เราจึงต้องรักษาตามอาการและป้องกันการเสียหายที่จะเกิดขึ้น เช่น
ใส่เฝือกสบฟัน
ฝึกการผ่อนคลาย
เช่น การฟังเพลงเบาๆ การทำสมาธิ การออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย จะทำอย่างไรก็ได้ตามที่ชอบและสบายใจ แต่ไม่ใช่นั่งเล่นเกมส์ หรือใช้สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เป็นเวลานาน ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกร็ง ไม่ใช่การพักผ่อนที่แท้จริง
ภาควิชาวิทยาระบบบดเคี้ยว