the-idol-mu-dent-3-1

อาจารย์ทันตแพทย์ กวิน สิปิยารักษ์
โรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท – เอก
สาขาวิชา Dental Education ณ King’s college London ประเทศสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่
และไอร์แลนด์เหนือ(United Kingdom)

อยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ
สวัสดีครับ ผมชื่อกวิน สิปิยารักษ์ ชื่อเล่นชื่อวินครับ จบทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ในปี พ.ศ.2553 จากมหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นบรรจุเป็นอาจารย์ สังกัดโรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับทุนจากคณะฯ ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (United Kingdom) ในปี พ.ศ.2555 ครับ

 

สาขาวิชาที่เรียน เรียนที่ไหน ใช้ระยะเวลาในการเรียนกี่ปีคะ
การเรียนทั้งหมดใช้เวลาประมาณห้าปีครึ่งครับ โดยแบ่งเป็นการเรียนภาษาอังกฤษ ปริญญาโท และปริญญาเอกทั้งหมดเรียนที่ King’s College London ครับ สำหรับปริญญาโทเป็นหลักสูตร Master of Research in Health and Social Care ระยะเวลาหนึ่งปีครับ ต่อด้วยปริญญาเอก สาขา Dental Education หรือทันตแพทยศาสตรศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเดิมอีกประมาณเกือบสี่ปีครับ จากนั้นก็ใช้เวลาในการสอบจบอีกเกือบครึ่งปีครับ การเรียนปริญญาเอกนั้นเป็น self-directed learning อย่างเต็มตัวเลยทีเดียวครับ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำวิจัยและศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

 

อยากให้อาจารย์อธิบายที่มาที่ไปของทุนที่อาจารย์ได้รับและการศึกษาต่อค่ะ
ตอนที่เพิ่งจบทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ผมได้สมัครเป็นอาจารย์ที่คณะฯ ครับ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีใครไปศึกษาต่อด้าน Dental Education ครับ อาจารย์ที่เป็นผู้บริหารคณะฯ ในขณะนั้น จึงได้ชวนให้ผมไปศึกษาต่อด้านนี้ ผมจึงสนใจและตัดสินใจรับทุนการศึกษานี้เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาการเรียนการสอนที่คณะฯ ส่วนทำไมเลือก King’s College London นั้น ก็เพราะว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลกโดยเฉพาะสาขาทันตแพทยศาสตร์ จึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ถ้าได้มีโอกาสหาประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนในโรงเรียนทันตแพทย์ที่มีทั้งคุณภาพและชื่อเสียง

 

ต้องปรับตัวเองมากไหมคะ และแบ่งเวลาระหว่างเรื่องเรียนกับเรื่องส่วนตัวอย่างไรบ้าง
แน่นอนว่าทุกคนต้องปรับตัวครับ สิ่งแรกเลย คือเรื่องของภาษาครับ ช่วงแรกผมก็มีปัญหาฟังไม่ค่อยทัน และพูดแล้วคนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง แค่จะสั่งอาหาร บางครั้งต้องพูดถึง 2-3 ครั้งเลยครับ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจที่จะพูด แต่เมื่อต้องใช้ภาษาอังกฤษทุกวันก็ปรับตัวได้เองครับ มีความมั่นใจมากขึ้น ตอนที่ผมไปนำเสนองานวิจัย (Oral presentation) เป็นภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในงานประชุมระดับนานาชาติที่ประเทศอิตาลี ผมตื่นเต้นมากครับ เรียกได้ว่าซ้อมพูดไปก่อนเป็นเดือนเลยทีเดียว แต่ทุกอย่างก็ราบรื่นดีครับ

 

การปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ที่ห่างไกลบ้านไม่ง่ายเลยครับแต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป โชคดีที่ผมมีภรรยาเดินทางไปด้วย ได้กำลังใจและความช่วยเหลือจากครอบครัวและเพื่อนๆ ทำให้ผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้ครับ สิ่งที่สำคัญคือเราต้องแบ่งเวลา อย่าเรียนอย่างเดียวหรือเล่นอย่างเดียวครับ ผมจะกำหนดว่าในหนึ่งสัปดาห์ต้องทำอะไรให้เสร็จบ้าง แล้วเวลาสุดสัปดาห์ของบางสัปดาห์ก็จะเป็นเวลาพักผ่อนครับ ผมกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันมักนัดทำกิจกรรมคลายเครียดกัน เช่น ทำอาหารไทย นั่งรถไฟไปเที่ยวนอกเมืองกัน แต่ก็มีบางช่วงที่งานเยอะมาก ก็ต้องขยันกว่าปกติครับ เรียกว่าทำงานแบบไม่เห็นเดือนเห็นตะวันกันเลยทีเดียว

 

อีกเรื่องที่สำคัญคือการรับมือกับความเครียดและความกดดันครับ การมาเรียนต่อที่นี่มีเรื่องให้ต้องเครียดต้องกังวลหลายเรื่องนอกเหนือจากเรื่องเรียน ซึ่งเราต้องยอมรับว่ามีหลายอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้ จึงไม่ควรตั้งเป้าหมายหรือคาดหวังกับเรื่องต่างๆ สูงเกินไปครับ สำหรับผมเอง ผมมักจะคิดถึงผลลัพธ์บางอย่างที่ไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้นเอาไว้ก่อน แล้ววางแผนสำรองตรียมไว้คร่าวๆ ครับ

 

ที่แตกต่างกับบ้านเราอีกอย่างหนึ่ง คือ อาจารย์ที่ปรึกษา หรือ supervisor ครับ อาจารย์ที่นั่นจะไม่มาสนใจเรา แบบคอยถามว่าทำงานถึงไหนแล้วหรือมีปัญหาอะไรบ้างไหม แต่เราจะต้องขอนัดพบเองเมื่อต้องการคำปรึกษาอะไรจากอาจารย์ ซึ่งหลายๆ ครั้ง อาจารย์ก็จะไม่ว่างมาดู เลื่อนนัด หรือหายไปเป็นเดือน ถึงขนาดที่อาจารย์ที่ปรึกษาของผมบอกเองเลยว่าทักษะที่สำคัญที่สุดในการเรียน PhD นั้น ไม่ใช่ How to do research หรือ How to write your thesis แต่เป็น How to manage your supervisors

 

มีเหตุการณ์ที่ประทับใจระหว่างศึกษาไหมคะ
มีแน่นอนครับ เหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุดเป็นวันที่ผมสอบ Viva ผ่านครับ ในการเรียนปริญญาเอกของสหราชอาณาจักรนั้นจะมีการสอบสองครั้ง คือการสอบ upgrade หรือสอบเลื่อนขั้นเป็นนักศึกษาปริญญาเอกในช่วงจบปีการศึกษาแรกของการเรียน (จาก Master of Philosophy เป็น Doctor of Philosophy) โดยงานวิจัยต้องมีความเป็นไปได้และมีความก้าวหน้าที่น่าพอใจ และการสอบครั้งที่สอง คือหลังจาก thesis เสร็จสมบูรณ์แล้ว หรือการสอบ Viva ซึ่งเป็นการสอบปากเปล่า โดยจะมี Examiners จากภายนอกมหาวิทยาลัยสองท่านเป็นผู้ดำเนินการสอบและชี้แนะว่าควรแก้ไขอย่างไรบ้าง ซึ่งผลลัพธ์จะมีทั้ง ‘ผ่าน’ ‘ล้มเหลว’ ‘แก้ไข 3 เดือน, 6 เดือน หรือจนกระทั่ง 18 เดือน’ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เครียดมากครับ กินอะไรก็ไม่อร่อย คิดแต่ว่าถ้าสอบไม่ผ่าน จะทำอย่างไร แต่เมื่อสอบเสร็จ อาจารย์คุมสอบทั้งสองพูดว่า “Congratulations! you are now a doctor.” ผมรู้สึกเหมือนเอาภูเขาออกจากอกจริงๆ โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ดีใจและภาคภูมิใจแบบสุดๆ เลยครับ รีบโทรบอกคุณแม่ที่กำลังรอผลอยู่ว่าเมื่อไหร่ผมจะได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวสักที

 

มีอะไรจะฝากทิ้งท้ายไหมคะ
การศึกษาต่อในต่างประเทศไม่ได้สนุกสนานและราบรื่นแบบที่หลายๆ คนคิดครับ ขณะเดียวกันเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ มากมาย แต่นี่คือสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากการเรียนรู้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับใบปริญญาแล้ว ยังได้ทักษะในการใช้ชีวิต มีประสบการณ์ใหม่ๆ ได้รู้จักคนมากมาย ได้ใช้ชีวิตที่แตกต่างจากเดิม ช่วยให้เราเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รู้จักปรับตัว สามารถทำหลายๆ อย่างได้ด้วยตนเอง และรู้จักการวางแผนชีวิต ถึงแม้จะต้องปรับตัวและมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ทุกคนจะสามารถผ่านไปได้ครับและจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ได้รับความสำเร็จพร้อมกับมิตรภาพและความภาคภูมิใจครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

clear formPost comment