การผ่าตัดตามช่วงเวลาในผู้ป่วยปากแหว่ง-เพดานโหว่

 

ปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการที่มีความท้าทายในการรักษาให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือจากแพทย์ ทันตแพทย์หลายสาขา ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอดออกมา โดยมีเป้าหมายของการรักษา คือ

  1. มีความสวยงามของบริเวณริมฝีปากและจมูกที่ดี
  2. มีเพดานปากที่ต่อเนื่อง ส่งเสริมให้เด็กสามารถพูดและรับประทานอาหารได้อย่างปกติ
  3. มีสุขภาพช่องปาก และการสบฟันที่ปกติ
  4. มีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ

 

สาเหตุของการเกิดโรค

  1. ความผิดปกติระดับยีนทำให้เกิดการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่น
  2. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ยา รวมไปถึงสารเคมีต่างๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การใช้ยากันชัก การขาดโฟเลต เป็นต้น

 

การตรวจวินิจฉัน

ในอดีตการวินิจฉัยจะทำได้เมื่อทารกคลอดออกมา แต่ปัจจุบันสามารถตรวจได้โดยการอัลตราซาวด์ (ultrasound) ในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 16 สัปดาห์ขึ้นไป เมื่อทราบว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติจะได้มีการเตรียมตัวในการดูแล เช่น เทคนิคการป้อนนม และสร้างเสริมความเข้าใจของครอบครัวเกี่ยวกับโรค รวมถึงส่งต่อเพื่อรักษาต่อเนื่องกับแพทย์และทันตแพทย์เฉพาะทาง

 

การรักษาตามช่วงอายุ

อย่างที่ทราบกันดีว่าทารกที่เป็นปากแหว่งเพดานโหว่ จะมีปัญหาในเรื่องการกิน การดูดนม ดังนั้นมารดาควรได้รับการสอนวิธีการให้นมบุตรตั้งแต่แรกเกิด รวมไปถึงการใช้อุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วยในการดูดนมไม่ว่าจะเป็น จุกนมพิเศษ ขวดนมพิเศษ ที่สามารถให้เด็กกินนมได้อย่างปกติ การที่ทารกสามารถสามารถดูดนมได้ จะส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยที่ดี และทำให้เข้าสู่การรักษาต่อเนื่องด้วยการผ่าตัดได้ตามเวลาที่เหมาะสมตามตารางด้านล่าง

 

 

การผ่าตัด
อายุของผู้ป่วย
การผ่าตัดริมฝีปาก (Cheiloplasty) 10 สัปดาห์
การผ่าตัดเพดานปาก (Palatoplasty) 9-18 เดือน
การผ่าตัดคอหอย (Pharyngoplasty) 3-5 ปี
การผ่าตัดปลูกกระดูก (Alveolar cleft bone graft ) 6-9 ปี
การผ่าตัดขากรรไกร (Orthognathic surgery) เพศหญิง 14-16 ปี

เพศชาย 16-18 ปี

การผ่าตัดแก้ไขจมูก (Septorhinoplasty) หลังการผ่าตัดขากรรไกร

 

ในทารกบางรายอาจได้รับคำแนะนำจากทันตแพทย์ให้ใส่เครื่องมือเพื่อช่วยรักษาหรือปรับรูปร่างของจมูกและริมฝีปาก โดยมักจะเริ่มใส่ในช่วงอายุ 2-3 สัปดาห์หลังคลอด มารดาควรเรียนรู้วิธีการถอดใส่ การทำความสะอาด และมาติดตามการรักษากับทันตแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดรูปร่างของใบหน้าที่ดีและทำให้การผ่าตัดทำได้ง่ายขึ้น

หลังจากนั้นผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตามขั้นตอนตามระยะเวลาที่เหมาะสม ตั้งแต่การผ่าตัดแก้ไขริมฝีปาก การผ่าตัดเพดานปาก และหากมีปัญหาเรื่องการพูดจะต้องมีการตรวจและปรึกษากับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกพูด เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการผ่าตัดคอหอยต่อไป จนถึงระยะเวลาที่มีการขึ้นของฟันแท้ จะเริ่มพิจารณาและวางแผนการผ่าตัดปลูกกระดูกเพื่อสร้างความต่อเนื่องของขากรรไกร และเมื่อผู้ป่วยมีการเจริญเติบโตของใบหน้าและขากรรไกรอย่างสมบูรณ์จึงเริ่มการผ่าตัดขากรรไกรในรายที่จำเป็น

จะเห็นได้ว่าการได้รับการรักษาตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องมีความจำเป็นเพื่อให้ผลการรักษาออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ และนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยในที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

clear formPost comment