ยาหลังผ่าตัดเล็กในช่องปาก

 

การผ่าตัดเล็กในช่องปาก (Minor oral surgery) เช่น การถอนฟัน (Extraction) ผ่าตัดฟันคุด/ฟันฝัง ผ่าตัดตกแต่งสันเหงือกเพื่อการใส่ฟัน ผ่าตัดรากฟันเทียม (Dental implant surgery) ฯลฯ มักก่อให้เกิดอาการปวด บวม เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือผลข้างเคียงอื่นๆ ทันตแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจึงมักควบคุมผลที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัด ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ประการคือ

  1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา กล่าวคือ การให้คำแนะนำหลังการผ่าตัด การดูแลแผลหลังผ่าตัด (ซึ่งมีการกล่าวถึงในบทความอื่นๆ)
  2. การรักษาโดยการใช้ยา โดยทันตแพทย์จะพิจารณาถึงข้อบ่งชี้ในการใช้ยา ส่วนมากจะมีการใช้ยาหลัก ประกอบไปด้วย กลุ่มยาแก้ปวด กลุ่มยาแก้อักเสบ (Anti-inflammatory drugs) และ กลุ่มยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) โดยอาจใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ ทั้งหมดร่วมกัน

ในปัจจุบันยังพบว่าผู้ป่วยมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาแก้อักเสบ (Anti-inflammatory drugs) และยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) โดยเข้าใจว่าเป็นยาชนิดเดียวกัน หรือ อาจเรียกผิด/สลับกัน จึงอาจใช้ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดผลข้างเคียง หรืออาการไม่พึงประสงค์ตามมา

 

ตกลงแล้วมันเหมือนกันหรือเปล่านะ ??

ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) กับยาแก้อักเสบ (Anti-inflammatory drugs) หลายท่านคงเคยคิดว่ายาทั้งคู่เป็นยาแบบเดียวกันรึป่าว? เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ข้ออักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ ส่วนใหญ่เป็นการอักเสบที่ไม่ใช่การติดเชื้อ คือไม่ได้มีเชื้อเข้าไปทำให้มันอักเสบ ไม่ได้มีหนองที่เกิดจากการตายของเม็ดเลือดขาวจำนวนมาก (ปกติถ้ามีเชื้อแบคทีเรียจะมีเม็ดเลือดขาวจำนวนมากมากำจัด) ยาที่ใช้รักษาก็ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียแต่เป็น  ยาที่มีการลดอาการปวดอักเสบ เช่น Ibuprofen, Diclofenac หรือ Ponstan เป็นต้น ในอีกกรณีหนึ่ง หากคุณมีอาการไข้ แผลอักเสบโดยเป็นการอักเสบแบบติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด กรณีนี้เม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่ของมัน บางครั้ง ทำให้เกิดหนอง บวมได้ ยาที่ใช้รักษาจะต้องเป็นยาฆ่าเชื้อ เช่น Amoxicillin, Augmentin, Clindamycin หรือ Metronidazole  เป็นต้น

 

 

 

ตกลงแล้วไปถอนฟัน ผ่าฟันคุด ผ่าตัดรากเทียม หรือผ่าตัดอื่นๆ จำเป็นต้องได้ยา 2 อย่างนี้หรือไม่ ??

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับทันตแพทย์ว่าลักษณะการผ่าตัดนั้น หรือ โรคที่มารับการรักษานั้น มีการติดเชื้อหรือก่อให้เกิดการอักเสบมากหรือไม่ หรือมีข้อบ่งชี้ในการใช้ยาหลังผ่าตัดหรือไม่ จึงไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องได้รับยาเหมือนกันเสมอไป และที่สำคัญ ยาแก้อักเสบไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ และ ยาฆ่าเชื้อก็ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ

 

หากได้ยาทั้ง 2 ประเภทนี้ จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ??

ยาฆ่าเชื้อนี้มีความสำคัญมาก หากได้รับยาประเภทนี้มีความจำเป็นต้องทานต่อเนื่องจนหมด เพราะหากทานไม่ครบอาจก่อให้เกิดการดื้อยาได้ แต่ยาแก้อักเสบนั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทันตแพทย์ว่าจะต้องทานต่อเนื่องเท่าใด

 

เห็นได้ชัดเลยว่ายาฆ่าเชื้อคือ ยาสำหรับฆ่าเชื้อ อาจเป็นแบคทีเรีย หรือเชื้อรา หรืออื่นๆ ซึ่งต่างจากยาแก้อักเสบ เพราะการอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ดังนั้น ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ หากมีการใช้ผิดประเภทแล้วผลที่ตามมานอกจากจะรักษาไม่หายแล้ว ยังเกิดการดื้อยาฆ่าเชื้อที่พบได้บ่อยในคนไทยด้วย ทราบอย่างนี้แล้วอย่าใช้ยาผิดประเภท หากมีข้อสงสัยควรถามทันตแพทย์  หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยา

ทันตแพทย์ สิทธิพงษ์ ชัยมานะการ


ทันตแพทย์ศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล

โรงพยาบาลทันตกรรมมหาจักรีสิรินธร

 

เภสัชกรหญิง พิชญา โรจนดำรงกุล

หน่วยเภสัชกรรม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

clear formPost comment