ผ่าตัดฟันคุด

 

ฟันคุด คือ ฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งปกติได้ภายในช่วงเวลาของการขึ้นปกติของฟัน โดยจะพบมากที่สุดที่ฟันกรามแท้ล่างซี่ที่สาม ซึ่งจะขึ้นในช่องปากเมื่ออายุประมาณ 17-21 ปี ถ้าหลังจากช่วงอายุนี้แต่ยังไม่พบการขึ้นของฟันที่ปกติ จะให้การวินิจฉัยว่าเป็นฟันคุด

โดยสาเหตุการเกิดสามารถมาได้จาก 2 ปัจจัย

  1. ปัจจัยทางระบบ จากการเป็นกลุ่มโรคร่วมต่างๆ ที่พบฟันคุดหรือฟันฝังด้วย เช่น Cleidocranial dysplasia หรือ Down syndrome เป็นต้น
  2. ปัจจัยเฉพาะที่ จากการมีสิ่งขัดขวาง เช่น มีฟันซี่อื่น ถุงน้ำ หรือเนื้องอกมาขวางกั้น หรือมีพื้นที่ของขากรรไกรไม่เพียงพอต่อการขึ้นของฟัน

การตรวจวินิจฉัยก่อนการรักษา

  • ทันตแพทย์ทำการซักประวัติ ประเมินสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย โรคประจำตัว ยาหรืออาหารที่แพ้ รวมไปถึงประวัติการรักษาทางทันตกรรมในอดีต
  • การตรวจทางคลินิกอาจพบฟันไม่ขึ้นในช่องปาก หรือขึ้นเป็นบางส่วน
  • การถ่ายภาพรังสีเพื่อประเมินตำแหน่งซึ่งมีผลต่อความยากง่ายในการผ่าฟันคุดโดยปัจจุบันภาพรังสีที่นิยมใช้ คือ ภาพรังสีพานอรามิก ซึ่งเป็นภาพรังสี 2 มิติ สามารถใช้ในการประเมินเบื้องต้นก่อนการผ่าตัด
  • ในรายที่มีความจำเป็น อาจถ่ายภาพรังสี 3 มิติเพิ่มเติม เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างฟันและโครงสร้างใกล้เคียง เช่น คลองเส้นประสาท รากฟันที่อยู่ข้างๆ เป็นต้น

 

การรักษา

การรักษาส่วนใหญ่มักจะทำการถอนหรือผ่าฟันคุดออกได้ โดยมีข้อบ่งชี้ คือ

  1. ภาวะปริทันต์อักเสบ (periodontitis) จากการที่มีฟันคุด ซึ่งเกิดขึ้นได้ ถึงแม้ว่าในผู้ป่วยอาจมีสุขภาพช่องปากในบริเวณอื่นๆ ดี แต่ตำแหน่งฟันคุดอาจเป็นตำแหน่งที่เข้าทำความสะอาดไม่ได้หรือทำได้ยาก
  2. ภาวะฝาปิดเหงือกอักเสบ (pericoronitis) จากการที่ฟันขึ้นในช่องปากบางส่วน จึงทำให้เศษอาหารติดได้ง่าย ตามมาด้วยการอักเสบของเนื้อเยื่อที่ปกคลุมตามมา และอาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อรุนแรงบริเวณขากรรไกรได้
  3. ฟันผุ (dental caries) จากการที่ฟันคุดอยู่ด้านในสุดของช่องปากจึงยากแก่การทำความสะอาด และนอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดฟันผุบริเวณฟันข้างเคียงได้ง่ายอีกด้วย
  4. ฟันคุดที่อาจขัดขวางการจัดฟัน ทันตแพทย์จัดฟันจึงส่งต่อผู้ป่วยเพื่อผ่าฟันคุดออกก่อนการรักษา
  5. เพื่อป้องกันหรือรักษาโรคถุงน้ำหรือเนื้องอกที่มีสาเหตุมาจากฟัน
  6. การละลายของรากฟันข้างเคียง (root resorption) โดยฟันคุดสามารถดันให้รากฟันข้างเคียงละลายได้
  7. ฟันคุดที่อยู่ใต้สันเหงือกไร้ฟันที่เตรียมเพื่อการใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ หากว่าฟันคุดมีกระดูกปกคลุมอยู่เพียงแค่เล็กน้อย แรงกระทำจากการบดเคี้ยวอาจทำให้กระดูกที่ปกคลุมนั้นละลายมากขึ้นและทำให้เกิดอาการเจ็บจากการโผล่ของฟันคุดได้ จึงแนะนำให้ผ่าฟันคุดออกก่อน

แต่อย่างไรก็ตามการผ่าฟันคุดออกในผู้ป่วยจะต้องพิจารณาร่วมกับโรคประจำตัวของผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย และลดความเสี่ยงการเกิดผลข้างเคียงหลังจากการผ่าตัด

 

การปฏิบัติตัวหลังการผ่าฟันคุด

  1. กัดผ้าก๊อซที่บริเวณแผลประมาณ 1-2 ชั่วโมง และไม่บ้วนเลือดหรือน้ำลายหลังการผ่าฟันคุด เพื่อช่วยในการหยุดเลือดที่ไหลจากแผล เมื่อเวลาผ่านไปให้นำผ้าก๊อซออกและตรวจดูแผลหากยังมีเลือดซึมมาก ให้กัดผ้าก๊อซผืนใหม่ต่อ
  2. ประคบเย็นบริเวณข้างแก้มประมาณ 1-2 วันหลังผ่าฟันคุดเพื่อลดอาการอักเสบ
  3. รับประทานยาแก้ปวดและยาฆ่าเชื้อตามทันตแพทย์สั่ง โดยยาฆ่าเชื้อต้องรับประทานจนหมดเพื่อลดการเกิดการดื้อยา
  4. รับประทานอาหารอ่อน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อลดอาการปวดแผลและการระคายเคือง
  5. การทำความสะอาด สามารถแปรงฟันได้โดยใช้แปรงสีฟันขนนุ่มแปรงที่ฟัน หลีกเลี่ยงการแปรงบนแผล สามารถใช้น้ำยาบ้วนปากได้ตามทันตแพทย์แนะนำแต่หลีกเลี่ยงการบ้วนปากแรงๆในวันแรกหลังผ่าตัด
  6. ไม่ควรดูดแผลหรือนำวัสดุใดๆ เขี่ยแผลเล่น เพราะอาจจะทำให้เกิดการอักเสบของแผลมากขึ้น อาจมีเลือดออกซ้ำ หรือเกิดการติดเชื้อได้
  7. มาตัดไหมหลังผ่าตัด 1 สัปดาห์
  8. ปฏิบัติตามคำแนะนำอื่นๆ ตามที่ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาแนะนำ

 

ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดฟันคุด

  1. การบวม เกิดจากการอักเสบ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มารับการผ่าฟันคุดทุกราย อาการบวมจะเป็นมากในช่วง 2-3 วันหลังผ่าตัด และจะค่อยๆน้อยลง
  2. อาการปวดหลังการผ่าตัดถือเป็นเรื่องปกติ โดยสามารถบรรเทาด้วยยาแก้ปวด
  3. การติดเชื้อของแผลผ่าตัด อาจการติดเชื้อเกิดขึ้นได้หลังจากผ่าฟันคุด โดยอาจเกิดจากฟันคุดที่มีความยาก หรือมีการติดเชื้อมาก่อนอยู่แล้ว หรืออาจเกิดการดูแลแผลที่ไม่เหมาะสมหลังการผ่าตัด โดยสามารถลดการติดเชื้อได้โดยรักษาความสะอาดแผลให้ดี ร่วมกับการรับประทานยาฆ่าเชื้อตามที่ทันตแพทย์สั่ง
  4. อาการอ้าปากได้จำกัด จากการที่อ้าปากนานหรือเกร็งขณะรับการรักษา สามารถบรรเทาอาการได้โดยการประคบอุ่นและการบริหารกล้ามเนื้อ หรือหากมีอาการมากอาจบรรเทาได้ด้วยยาคลายกล้ามเนื้อตามทันตแพทย์แนะนำ
  5. กระดูกเบ้าฟันอักเสบ (alveolar osteitis) เกิดจากมีการรบกวนลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นบริเวณแผลผ่าตัดฟันคุด ทำให้รบกวนการหายของแผล โดยมากมักจะเกิดในช่วง 3-4 วันหลังผ่าตัดฟันคุด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแผลรุนแรงที่ไม่สามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวด ให้กลับมาพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาต่อ โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดได้มากขึ้น คือ การสูบบุหรี่ การรับประทานยาคุมกำเนิด เป็นต้น
  6. การชาหลังผ่าฟันคุด โดยตำแหน่งที่เกิด คือ ริมฝีปาก ลิ้น และฟันในด้านที่ทำการผ่าฟันคุด อาการชานี้สามารถเกิดได้ทั้งชนิดชั่วคราวและถาวร แต่โดยมากมักเกิดชั่วคราวโดยจะค่อยๆดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 3-6 เดือน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

clear formPost comment