ความดันโลหิตสูงกับการทำฟัน
การผ่าตัดขากรรไกรเพื่อแก้ไขการสบฟันผิดปกติ ในปัจจุบัน มีการผ่าตัดรักษาแก่ผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก เป็นการผ่าตัดที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญชำนาญของทันตแพทย์สาขาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน รวมทั้งทีมผ่าตัดที่มีความสามารถเฉพาะ และเครื่องมือผ่าตัดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการผ่าตัดประเภทนี้ ดังนั้น หากผู้ป่วยเอง หรือผู้ปกครองของผู้ป่วยที่อยู่ในวัยนักศึกษา ที่กำลังสืบค้นสถานที่ที่ให้การรักษาที่ดีที่สุดแก่ตัวท่านเอง หรือคนที่ท่านรัก ท่านควรใช้วิจารณญาณอย่างดีที่สุดก่อนตัดสินใจ เนื่องจากการผ่าตัดขากรรไกรนี้ เป็นแนวทางการรักษาที่ซับซ้อน ใช้เวลาในการรักษายาวนาน มีการเปลี่ยนแปลงการสบฟันและใบหน้า ที่แตกต่างไปจากเดิม มีผลข้างเคียงต่างๆ และอาจจำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงหลังผ่าตัดไปแล้ว เนื่องจากความซับซ้อนของปัญหาที่ผู้ป่วยมีมาแต่เดิม ดังนั้น เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วย ให้ได้ผลการรักษาที่คุ้มค่า ที่จะสร้างความสุขในการดำรงชีวิตประจำวันให้สมบูรณ์ จิตใจแจ่มใส เพิ่มความมั่นใจในตนเองทั้งในการทำงานและในสังคม ข้อมูลนี้ จึงจัดทำขึ้นเพื่อให้ทุกท่านที่กำลังตัดสินใจเข้ารับการรักษา ได้ศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของตนเอง เพื่อเตรียมความเข้าใจอย่างรอบด้าน ก่อนการรับการรักษา
ข้อบ่งชี้ของการรักษา
การผ่าตัดขากรรไกรเพื่อแก้ไขการสบฟันผิดปกติ มีข้อบ่งชี้ดังนี้
ผู้ป่วยที่ไม่เหมาะสมต่อการรักษา
ผลข้างเคียงสำคัญจากการผ่าตัดขากรรไกร ที่ผู้ป่วยควรทราบ
ขั้นตอนการรับการรักษา
แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 การตรวจประเมินเบื้องต้น
ขั้นตอนที่ 2 การจัดฟันเพื่อเตรียมลักษณะการสบฟันเพื่อการผ่าตัด
ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนการผ่าตัด การผ่าตัดและการดูแลภายหลังการผ่าตัด
ขั้นตอนที่ 4 การจัดฟันภายหลังการผ่าตัดเพื่อปรับการสบฟันระยะสมบูรณ์
ขั้นตอนที่ 1 การตรวจประเมินเบื้องต้น
ผู้ป่วยที่ประสงค์รับการรักษา ต้องได้รับคำปรึกษา และให้ข้อมูลจากทันตแพทย์จัดฟันและทันตแพทย์ผู้ให้การผ่าตัดในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญ
ความต้องการสำคัญของผู้ป่วย ต้องได้รับการเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง เพื่อให้การตัดสินใจรับการรักษาของผู้ป่วย ถูกต้อง ซึ่งหากพูดคุยแล้ว ความต้องการของผู้ป่วยอยู่ในระดับเกินความเป็นไปได้ การเริ่มต้นการรักษาต้องระงับทันที
ขั้นตอนที่ 2 การจัดฟันเพื่อเตรียมลักษณะการสบฟันเพื่อการผ่าตัด
การจัดฟันเพื่อเตรียมลักษณะการสบฟันเพื่อการผ่าตัด จะไม่เหมือนการจัดฟันเพื่อการแก้ไขการสบฟันแบบปกติ เนื่องจากการสบฟันที่ผิดปกติที่เกิดจากทั้งการเรียงตัวของฟันที่ผิดปกติร่วมกับความสัมพันธ์ของกระดูกเบ้าฟันและกระดูกขากรรไกรที่ผิดปกติ ไม่สามารถจัดฟันให้อยู่ในการเรียงตัวที่ดีได้เหมือนฟันในกระดูกขากรรไกรที่ปกติทั่วไป ดังนั้น การจัดฟันในขั้นตอนที่ 2 นี้ จะทำให้แนวการสบฟันขณะทำการจัดฟัน ดูเหมือนผิดปกติเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ หากได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรแล้ว จะทำให้เกิดลักษณะการสบฟันที่สมบูรณ์ตามที่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น ระยะเวลาที่ใช้ในขั้นตอนที่ 2 นี้ อาจใช้เวลาสั้นยาวแตกต่างกัน ขึ้นกับระดับความยากง่ายของการบังคับฟันเพื่อให้เกิดการเรียงตัวตามแผนการรักษาที่ต้องการ
ขั้นตอนการจัดฟันมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนผ่าตัด การผ่าตัดและการดูแลภายหลังการผ่าตัด
เมื่อผู้ป่วยได้รับจัดฟันจนได้การเรียงฟันตามแผน ผู้ป่วยจะได้รับการส่งตัวมาเตรียมการผ่าตัดกับทันตแพทย์ศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล โดยจะมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้
ลักษณะการผ่าตัดขากรรไกร แบ่งออกได้เป็น การผ่าตัดขากรรไกรเดี่ยว และการผ่าตัดขากรรไกรร่วม 2 ขากรรไกร นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดที่จำเป็น ได้แก่ การผ่าตัดแยกส่วนร่วมผ่าตัดขากรรไกร การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งปลายคาง การผ่าตัดเพื่อลดขนาดของขอบขากรรไกรล่างในตำแหน่งต่างๆ และการผ่าตัดอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความสวยงามของใบหน้า
การผ่าตัดขากรรไกรเดี่ยว โดยทั่วไป มักหมายถึงการผ่าตัดขากรรไกรล่าง แต่ในบางราย อาจทำการผ่าตัดเฉพาะขากรรไกรบน การผ่าตัดขากรรไกรล่าง เป็นการผ่าตัดที่กรามทั้งสองข้าง โดยวิธีการแยกแผ่นกระดูกเพื่อเคลื่อนส่วนที่แยกออก ไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ที่ได้ผลการสบฟันที่สมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้ อาจมีความจำเป็นที่จะต้องทำการผ่าตัดอื่นๆร่วม ได้แก่ การผ่าตัดเคลื่อนตำแหน่งคาง หรือการลดขนาดของขอบขากรรไกรล่างในตำแหน่งต่างๆที่มีความผิดปกติ หรือ การผ่าตัดตำแหน่งอื่น เกี่ยวเนื่องกับความสวยงาม
การผ่าตัด 2 ขากรรไกร หมายถึง การผ่าตัดขากรรไกรบนและขากรรไกรล่าง พร้อมกันในการผ่าตัดครั้งเดียวกัน โดยมีข้อบ่งชี้ เช่น
เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้ป่วย ที่จะได้รับผลการรักษาที่สมบูรณ์ที่สุด การสบฟันที่ดีขึ้น ความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรบนและล่างที่ดีขึ้น และ ใบหน้าของผู้ป่วยที่สวยงามเท่าเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิม ผู้ป่วยและแพทย์ผ่าตัด ควรทำความเข้าใจ และทำข้อตกลงในแผนการผ่าตัดอย่างรอบด้าน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นด้วย
กระบวนการเตรียมแผนการผ่าตัด แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง โดยผู้ป่วย ควรสอบถามค่าใช้จ่ายจากอาจารย์หรือทันตแพทย์ประจำบ้าน เนื่องจากมี ค่าใช้จ่าย ที่แตกต่างกัน
แนวทางที่ 1 การเตรียมแผนการผ่าตัดโดยใช้แบบพิมพ์ขากรรไกรปูน และเครื่องจำลองการสบฟัน
แนวทางที่ 2 การเตรียมแผนการผ่าตัดโดยใช้ CT SCAN ร่วมกับ โปรแกรมการวางแผนแบบดิจิตอล
ขั้นตอนที่ 4 การจัดฟันภายหลังการผ่าตัดเพื่อปรับการสบฟันระยะสมบูรณ์
ผู้ป่วยจะส่งไปยังทันตแพทย์จัดฟัน ภายหลังการผ่าตัดประมาณ 1 เดือน หรือจนกว่าความสัมพันธ์ของขากรรไกรจะคงที่ ภายหลังการจัดฟันจนได้การสบฟันที่สมบูรณ์ จนกระทั่งผู้ป่วยได้รับการถอดเครื่องมือจัดฟันติดแน่นออกจากฟัน ผู้ป่วยจะเข้ามานัดหมายกับแพทย์ผ่าตัดอีกครั้ง เพื่อผ่าตัดกำจัดแผ่นดามกระดูกออกจากขากรรไกร ทั้งนี้ อาจทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ได้ หากตำแหน่งของแผ่นดามกระดูกอยู่ในตำแหน่งที่ผ่าตัดออกได้ง่าย แต่หากตำแหน่งของแผ่นดามกระดูกอยู่ในตำแหน่งที่ผ่าตัดยาก หรือต้องการผ่าตัดแก้ไขส่วนของขากรรไกรอื่นเพื่อเติม จำเป็นต้องผ่าตัดภายใต้การดมยาสลบทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง
บทสรุป
จากรายละเอียดข้างต้นทั้งหมด เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะรับการรักษาผ่าตัดขากรรไกรเพื่อแก้ไขการสบฟันผิดปกติ อย่างไรก็ตาม มิได้เป็นบรรทัดฐานที่สามารถอ้างอิงในทุกกรณี ทั้งนี้ ต้องปรึกษากับทันตแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาเป็นกรณีแต่ละกรณีไป ที่สำคัญ ผู้ป่วยและแพทย์ผู้ให้การรักษา จะต้องเข้าใจในสิ่งที่ตรงกัน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่เกิดจากความคลาดเคลื่อนของการสื่อสารตั้งแต่เริ่มต้นการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคน ได้รับผลการรักษาตามที่ประสงค์ไว้ทุกประการ
คำแนะนำการปฏิบัติตน
สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดขากรรไกรร่วมกับการจัดฟัน
เมื่อกลับไปพักรักษาต่อที่บ้าน
อาการ
– หลังการผ่าตัดจะทำให้เกิดการปวดและบวมได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะจะบวมมากในช่วง 3 วันแรก และจะดีขึ้นหลังผ่านไป 1 – 2 สัปดาห์ สามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยยาแก้ปวดที่ทันตแพทย์จ่ายให้เมื่อได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน
– อาการชาหลังผ่าตัดเป็นสิ่งปกติ การผ่าตัดขากรรไกรบนสามารถทำให้ริมฝีปากบน แก้ม และปีกจมูกชาได้ การผ่าตัดขากรรไกรล่างสามารถทำให้ริมฝีปากล่าง คาง หรือลิ้นชาได้ อาการชาจะค่อยๆ ดีขึ้น
ระยะเวลาในการพักรักษา
– ระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหลังการผ่าตัดอาจกินเวลาประมาณ 3 ถึง 5 วัน
– หลังทันตแพทย์พิจารณาให้กลับบ้านได้แล้ว จะทำการนัดติดตามดูอาการทุกอาทิตย์จนกว่าจะครบ 1 เดือน
– กรณีใส่แผ่นพลาสติกใส จะติดอยู่กับฟันบนและจะเอาออกเมื่อครบ 1 เดือน หลังการผ่าตัด
– ทันตแพทย์อาจจะใช้ยางยึดขากรรไกรบนและล่างไว้ด้วยกัน ในกรณีที่กัดฟันไม่ลงหรือฟันไม่สบกัน ประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ ระหว่างนี้ผู้ป่วยต้องรับประทานน้ำและอาหารเหลวทางปาก ผ่านทางกระบอกฉีดยา หลังผ่าตัดประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ ทันตแพทย์จะเอายางออกให้ ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวขากรรไกรบนและล่างได้ และสามารถรับประทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนตามคำแนะนำของทันตแพทย์
คำแนะนำการปฏิบัติตนขณะกลับไปพักรักษาต่อที่บ้าน
1. การรับประทานยา ควรรับประทานยาตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด/ครบถ้วน ห้ามหยุดยา/เพิ่มหรือลด ขนาดยาเองโดยเด็ดขาด
2. การรับประทานน้ำและอาหาร ควรรับประทานอาหารเหลวใสในช่วงสัปดาห์แรกของการผ่าตัดหรืออาหารปั่น เพื่อเป็นการรักษาความสะอาดของบาดแผลในช่องปาก ไม่ควรเคี้ยวอาหารเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน หรือตามทันตแพทย์แนะนำ เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 2 สามารถเริ่มรับประทานอาหารอ่อนนิ่มได้ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ตุ๋น เกี๊ยมอี๋ และสามารถรับประทานอาหารปกติได้เมื่อผ่าตัดไปแล้ว 3 เดือน
3. การปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน สามารถทำได้ตามปกติ 1 – 2 สัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายและกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้แรงหนัก เช่น ยกของ วิ่ง เนื่องจากร่างกายมีการสูญเสียเลือด หลังจากสัปดาห์ที่ 2 สามารถออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน ยืดเหยียดกล้ามเนื้อได้ หลังสัปดาห์ที่ 12 สามารถออกกำลังกายแบบ แอโรบิค วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ได้ ควรหลีกลี่ยง กีฬาที่มีการปะทะ เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล วอลเล่ย์บอล หรือ กีฬาโลดโผน
4. การนอนหลับ ควรนอนศีรษะสูง 30 องศา ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อช่วยให้ยุบบวมเร็วขึ้น
5. อาจรู้สึกว่ายังมีไหมเย็บอยู่ในช่องปาก ซึ่งไหมดังกล่าวทันตแพทย์จะนัดมาตัดไหม 2 สัปดาห์ หลังผ่าตัด
6. การประคบเย็น ควรประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมประมาณ 3 – 4 วันแรก หลังผ่าตัด หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นประคบร้อน/อุ่น ต่อเนื่องอีก 2 – 3 วัน หรือตามคำแนะนำของทันตแพทย์
7. การรักษาความสะอาด ควรรักษาความสะอาดในช่องปากอยู่เสมอโดยการบ้วนปากและเริ่มแปรงฟันได้หลังผ่าตัดวันที่ 2 โดยใช้แปรงสีฟันขนาดเล็กขนนิ่มของเด็กและควรแปรงอย่างนุ่มนวล ระมัดระวัง อาจใช้ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
8. ควรหลีกเลี่ยงการขากเสมหะแรงๆ การล้วงเข้าไปในช่องปาก ห้ามเขี่ยแผลเล่น เพราะอาจทำให้แผลเปิดและฉีกขาด มีเลือดออกจากแผลในช่องปากได้ หากมีเลือดออกในช่องปากให้นอนยกศรีษะสูง ประคบเย็นด้วยน้ำแข็งหรือ Cold Pack บริเวณขากรรไกรและคอ
9. การสังเกตภาวะแทรกซ้อน หากมีอาการรุนแรงควรมาพบทันตแพทย์ก่อนวันนัดหมายได้
ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด
– อาจมีอาการชาบริเวณเหงือกด้านบนหรือด้านล่าง หรือบริเวณริมฝีปากหรือคางได้ เนื่องจากอาจมีการกระทบกระเทือนบริเวณเส้นประสาทสัมผัสที่มาเลี้ยงบริเวณดังกล่าวจากการผ่าตัด
– การติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด (พบได้น้อย)
– อาการปวดแผลหลังผ่าตัด อาจปวดหรือเจ็บรอบปากหลังผ่าตัด เนื่องจากเนื้อเยื่อของช่องปาก อาจสัมผัสกับลวดหรือเครื่องมือที่อยู่บริเวณฟันและเหงือกได้
– ภาวะเลือดออกมากผิดปกติหลังผ่าตัด (พบได้น้อย)
– กระดูกขากรรไกรบนตายจากการขาดเลือดมาเลี้ยง (พบได้น้อย)
– กระดูกขากรรไกรบนและล่างที่เลื่อนมาด้านหน้า เกิดการเลื่อนตัวไม่ยึดติดกัน เนื่องจากวัสดุที่ใช้ยึดกระดูกหลวมหรือเคลื่อน มักพบในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกินมากๆ อาจทำให้รูปหน้าหรือการสบฟันผิดปกติไปจากเดิมที่ควรจะเป็น
– เวลารับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ อาจมีสำลักขึ้นจมูกได้ จึงควรดื่มน้ำและรับประทานอาหารอย่างช้าๆ และอย่างระมัดระวัง
– การผ่าตัดไม่เป็นไปตามแผนการรักษา
การนัดตรวจหลังออกจากโรงพยาบาล
ทันตแพทย์จะนัดมาดูแผลผ่าตัดทุก 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด และหลังจากนั้นประมาณ 4 – 6 สัปดาห์หลังผ่าตัด การผ่าตัดจะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น หลังเนื้อเยื่อของทางเดินหายใจยุบบวม ประมาณ 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักกลับไปทำงานได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน แพทย์และทันตแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาเพื่อประเมินผลการรักษาเป็นระยะๆ